หน้าแรก | ข่าวประชาสัมพันธ์  | กระดานถาม-ตอบ  | บริการค้นหาข้อมูลคดี  | ระบบงานศาลยุติธรรม   |
  ศาลแขวงราชบุรี :: Ratchaburi Kwaeng Court
วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2557  
หน้าแรก 
ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน 
คณะตุลาการศาลยุติธรรม 
ข้าราชการศาลยุติธรรม 
ผู้ประนีประนอม 
อัตราค่าส่งหมาย 
ติดต่อ & เส้นทาง  
งานคดีผู้บริโภค  
ศูนย์ไกล่เกลี่ย & ศูนย์สมานฉันท์  
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม 
ผู้ดูแลระบบ 


ศาลแขวงราชบุรีในอดีต   ศาลแขวงราชบุรี เดิมเรียกว่า โปรีสภา ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลโปรีสภา เมื่อ ร.ศ. 111 โดยตั้งขึ้นครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อปี ร.ศ. 113 ได้ประกาศตั้งศาลโปรีสภาขึ้นในกรุงเทพมหานครอีก 3 ศาล ต่อมาเมื่อปี ร.ศ. 114 ได้ยุบสภาโปรีสภา 1 ศาล เหลือโปรีสภาเพียง 3 ศาล คือ 

          ศาลโปรีสภาที่ 1 เขตอำนาจทางทิศเหนือนับแต่ปากคลองโอ่งอ่างด้านใต้เลื่อนไปตามฝั่งคลองโอ่งอ่างฝั่งใต้ถึงคลองแยกมหานาค เลี้ยวไปตามคลองมหานาคฝั่งใต้จนถึงคลองแสนแสบตลอดคลองนั้นไปจนจรดเขตอำเภอมีนบุรี ทิศตะวันตกนับแต่ปากคลองโอ่งอ่างตอนใต้ ลงไปตามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกจนจรดเขตจังหวัดสมุทรปราการ ทางทิศอื่นติดต่อกับเขตอำเภอมีนบุรี อำเภอลาดกระบัง และจังหวัดสมุทรปราการ             ศาลโปรีสภาที่ 2  มีเขตอำนาจทางตอนเหนือของจังหวัดพระนคร ทิศใต้นับแต่ปากคลองโอ่งอ่างตอนใต้ไปตามฝั่งคลองโอ่งอ่างจนถึงคลองแยกมหานาค แล้วถือแนวไปตามคลองแยกมหานาค จนถึงคลองแสนแสบ ตลอดไปถึงเขตมีนบุรี ส่วนทางทิศตะวันตกนับแต่ปากคลองโอ่งอ่างตอนใต้ขึ้นไปตามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านตะวันตกจรดแนวเขตแดนจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดปทุมธานี             ศาลโปรีสภาที่ 3 มีเขตอำนาจในจังหวัดธนบุรีทั้งหมด รวมทั้งเขตแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสายเท่าที่อยู่ในเขตธนบุรี ซึ่งทางทิศเหนือจรดจังหวัดนนทบุรี ทิศใต้จรดจังหวัดสมุทรปราการ

 

           เมื่อประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2478 ได้เปลี่ยนชื่อศาลโปรีสภาเป็นศาลแขวง และในปี
พ.ศ. 2478 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงสำหรับจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พ.ศ. 2478 ให้ตั้งศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงธนบุรีขึ้น ซึ่งมีเขตอำนาจเดิมของศาลโปรีสภา ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ตามลำดับ ส่วนในหัวเมืองนั้นได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงสำหรับหัวเมือง พ.ศ. 2478 โดยให้ตั้งศาลแขวงขึ้นโดยกฎกระทรวง เช่น กฎกระทรวงฉบับที่ 1 ให้ตั้งศาลแขวงมีนบุรี ศาลแขวงแม่สะเรียง ศาลแขวงหลังสวน ในปี พ.ศ. 2478  กฎกระทรวงฉบับที่ 2 ให้ตั้งศาลแขวงแม่สอด ศาลจังหวัดตะกั่วป่า ปี พ.ศ. 2479 กฎกระทรวงฉบับที่ 3 ให้ตั้งศาลแขวงกบินทร์บุรี ในปี พ.ศ. 2480 กฎกระทรวงฉบับที่ 4 ให้ตั้งศาลแขวงเบตง ในปี พ.ศ. 2482
 
              ต่อมาในมีการยกฐานะของศาลแขวงทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นขึ้นเป็นศาลจังหวัด ครั้นต่อมาเมื่อปี
พ.ศ. 2499 จึงได้เปิดทำการศาลแขวงในหัวเมืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยเปิดขึ้นทั้งหมด 14 ศาล โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดจัดตั้งศาลแขวงโดยพระราชกฤษฎีกา และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศาลแขวงขึ้น 17 ศาล ในปี พ.ศ. 2500 ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ศาลแขวงลพบุรี ศาลแขวงชลบุรี ศาลแขวงนครราชสีมา ศาลแขวงสุรินทร์ ศาลแขวงอุบลราชธานี ศาลแขวงอุดรธานี ศาลแขวงขอนแก่น ศาลแขวงเชียงใหม่ ศาลแขวงลำปาง ศาลแขวงพิษณุโลก ศาลแขวงนครสวรรค์ ศาลแขวงราชบุรี ศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลแขวงนครศรีธรรมราช ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี และศาลแขวงสงขลา 

 

              ศาลแขวงราชบุรีเคยสังกัดกระทรวงยุติธรรม พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม 
พ.ศ. 2534 มาตรา 21 บัญญัติให้กระทรวงยุติธรรม มีอำนาจเกี่ยวกับการยุติธรรมแต่ไม่รวมถึงการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 11 กระทรวงหนึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และกำหนดนโยบายของกระทรวงให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนุมัติ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกระทรวง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 1 วรรคสอง บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับผิดชอบในงานธุรการของศาลทั้งหลายที่สังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม แต่การพิจารณาคดีรวมตลอดถึงการที่จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาบังคับคดีให้เสร็จเด็ดขาดอยู่ในดุลพินิจของศาล

            ศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรม ตามผลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 
พุทธศักราช 2540 มาตรา 275 ที่บัญญัติให้ศาลยุติธรรม มีหน่วยงานธุรการที่เป็นอิสระและกฎหมายประกอบรัฐธรรม คือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2543 และมีผลบังคับใช้หลังประกาศ 60 วัน คือ วันที่ 20 สิงหาคม 2543
               ศาลแขวงราชบุรีปัจจุบัน ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี อาคารศาลแขวงราชบุรี ตั้งอยู่ที่ถนนวิชิตสงคราม ในที่ดินของราชพัสดุ สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าออยู่หัว ตรงกับ ร.ศ. 125 หรือ พ.ศ. 2449 เพื่อใช้เป็นที่ทำการศาลมณฑลราชบุรี ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงยกเลิกศาลมณฑลราชบุรี ตั้งเป็นศาลจังหวัด อาคารหลังนี้จึงเป็นที่ทำการศาลจังหวัดราชบุรีมาจนกระทั่งถึง พ.ศ. 2500 หลังจากนั้นใช้เป็นที่ทำการศาลแขวงราชบุรี เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น บานประตูและหน้าต่างเป็นไม้ฉลุลาย หลังคาทรงจั่ว ตรงหน้าบันเป็นลวดลายปูนปั้น ตราประจำรัชกาลที่ 5 ภายในมีบันไดเวียนขึ้นชั้นบนทั้งสองชั้น มีห้องโถงอยู่ตรงกลาง และมีห้องปีกทั้งสองข้าง ลักษณะของอาคารเป็นแบบตะวันตกที่นิยม ในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนอาคารศาลแขวงราชบุรี เป็นโบราณสถานโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถานโบราณวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ประกาศ ณ วันที่ 27 เมษายน 2520 (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 39 ) ที่ดินของโบราณสถานศาลแขวงราชบุรี โดยประกาศ ณ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2531 (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 106 ตอนที่ 26 วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2532)

 

 

:: วิสัยทัศน์ ::   VISION

 :: บริการดี มีคุณภาพ ประชาชาติประทับใจ โปร่งใสด้วยความยุติธรรม ::

:: อำนวยความยุติธรรม ให้แก่ ประชาชน ด้วยความสะดวก รวดเร็ว เสมอภาคและตรวจสอบได้ ::

:: พันธกิจ ::

:: อำนวยความยุติธรรม::

พิจารณาคดีด้วยความเที่ยงธรรม เสมอภาค และ รวดเร็ว

คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามกฎหมาย

บริการประชาชนด้วยหลังธรรมาภิบาล

การไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท

:: สนับสนุนการอำนวยความยุติธรรม::

จัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย และ พอเพียงกับการใช้งาน

ลดขั้นตอนในการปฎิบัติงาน ให้เกิดความสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ONE STOP SERVICE

:: เป้าหมาย ::

1.ประชาชนและคู่ความได้รับความเที่ยงธรรม เท่าเทียม ในผลแห่งการพิจารณาคดีของศาลแขวงราชบุรี

2. ประชาชนและคู่ความได้รับการบริการที่ดี เป็นธรรม รวดเร็ว และเสมอภาค มีความพึงพอใจในการให้บริการของศาลแขวงราชบุรี

3. บุคคากรในศาลให้ความเชื่อมั่น พึงพอใจและไว้วางใจในระบบการบริหารจัดการที่ดีในศาลแขวงราชบุรี

:: ผลผลิต ::

1. คดีที่ขึนศาลสูงแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

2. ประชาชนและคู่ความที่มาติดต่อราชการได้รับความสะดวก รวดเร็ว และมีความพึงพอใจ ในการให้บริการ    ของศาลสูงสุด

3. บุคคลากรในหน่วยงาน มีขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติงาน อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อองค์กร

4. ประชาชนและคู่ความที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ได้รับความพึงพอใจทุกฝ่าย

 

 

 

 

จำนวนผู้เยี่ยมชม : 2618